‘โจชัว หว่อง’แจ๊คผู้หาญกล้าท้ายทายมังกร

i7f58aecd8biga89bhfec
การประท้วงเพื่อเรียกร้องเปลี่ยนแปลงระบบเลือกตั้งผู้ว่าการเขตปกครองพิเศษฮ่องกง กำลังเป็นที่จับตาจากทั่วโลก โดยส่วนหนึ่งนั้นน่าจะเป็นเพราะแกนนำของการท้าชนกับรัฐบาลปักกิ่งครั้งนี้ เป็นนักศึกษาคนรุ่นใหม่ที่ต้องการประชาธิปไตยแบบที่พวกเขาอยากได้มากกว่าเป็นห่วงเศรษฐกิจเฉพาะหน้า และกลายเป็นพลังที่ดึงมวลชนออกมาร่วมชุมนุมได้มากกว่ากลุ่ม”ออคคิวพาย เซ็นทรัล”   ที่เดิมคาดว่า จะเริ่มเคลื่อนไหวปิดพื้นที่เศรษฐกิจในวันที่ 1 ตุลาคม ซึ่งเป็นวันชาติจีน และเมื่อประกาศร่นประท้วงมาเป็นวันอาทิตย์(28 ก.ย.) ให้สอดรับกับกระแสมวลชนที่จุดติด  แต่ดูเหมือนออคคิวพายฯ ถูกกลืนไปกับการประท้วงภายใต้การนำของนักศึกษาไปแล้วด้วยเป้าหมายเดียวกัน
                และที่น่าสนใจยิ่งกว่าก็คือหนึ่งในแกนนำนักศึกษาฮ่องกงที่โดดเด่นและถูกพูดถึงมากที่สุดเวลานี้ เป็นวัยรุ่นอายุเพียง 17 ปีเท่านั้น นามว่า โจชัว หว่อง
                สำหรับคนที่ติดตามสถานการณ์ในฮ่องกงอาจเพิ่งได้ยินชื่อของเขาเมื่อไม่กี่วันก่อน หลังจากถูกตำรวจรวบตัวพร้อมกับผู้ชุมนุมอีก 4 คน  ระหว่างที่หว่องและเพื่อน ร่วมประท้วงพร้อมกับนักเรียนมัธยมและนักศึกษากว่า 5,000 คน ในสวนสาธารณะทามาร์ หน้าทำเนียบรัฐบาลมานาน 5 วันเมื่อคืนวันศุกร์ ก่อนได้รับการปล่อยตัวเมื่อคืนวันอาทิตย์โดยไม่มีการแจ้งข้อหาใดๆ
                แต่สำหรับชาวฮ่องกง น้อยคนจะไม่รู้จักเด็กหนุ่มสวมแว่น รูปร่างผอมบาง บุคคลิคหน้าตาดูคงแก่เรียน แต่ความคิดอ่านและวาทะแก่กล้าเกินวัย
                โจ ชัว หว่องเกิดเมื่อ 13 ตุลาคม 2539 ก่อนการส่งมอบเกาะฮ่องกงสู่การปกครองของจีนหนึ่งปี ปัจจุบัน เป็นนักศึกษาที่ โอเพน ยูนิเวอร์ซิตี้ ออฟ ฮ่องกง
                เริ่มต้นเป็นนักเคลื่อนไหวตั้งแต่ยังเด็กก็ว่าได้  ในวัยเพียง 15 ปี ด้วยความไม่พอใจที่ทางการฮ่องกง จะใส่วิชาศีลธรรมและความเป็นชาติ เข้าไว้ในหลักสูตรการเรียนการสอนโรงเรียนของรัฐ ซึ่งมักเรียกกันว่าหลักสูตรรักชาติจีน และถูกวิจารณ์ว่า ไม่ต่างอะไรกับความพยายามใส่การโฆษณาชวนเชื่อเข้าไปในหัวเด็ก หว่องรวมตัวกับเพื่อน ตั้งกลุ่มกิจกรรมใช้ชื่อว่า “สกอร์ลาลิซึ่ม” ( Scholarism) โดยไม่คิดไม่ฝันว่าขบวนการเล็กๆจะเบ่งบาน จนระดมผู้ชุมนุมได้เรือนแสน รวมถึงมีผู้ร่วมอดอาหารประท้วง 13 คน รวมตัวยึด
                ที่ทำการรัฐบาลฮ่องกงเมื่อเดือน กันยายน 2555 จนทำให้คณะผู้บริหารฮ่องกงต้องยอมนำหลักสูตรนี้ขึ้นหิ้งไว้ก่อน
                จากจุดนั้น หว่องตระหนักว่าคนรุ่นใหม่ฮ่องกงมีพลังอย่างสำคัญ เป็นจุดเริ่มที่ทำให้คนรุ่นใหม่ใส่ใจการเมือง และฮ่องกงก็ตระหนักในพลังของคนรุ่นใหม่
                ผ่านมาสองปี สกอร์ลาริซึ่มกลับมาเป็นแกนนำอีกครั้ง ในการปลุกพลังนักเรียนนักศึกษาวอล์คเอาท์จากห้องเรียนเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา สำหรับฮ่องกงที่ให้ความสำคัญกับการเรียนอย่างยิ่งยวด  จึงถือเป็นความเคลื่อนไหวที่มีนัยสำคัญไม่น้อยในการส่งสัญญาณให้แผ่นดินแม่ได้รับรู้ แต่การผละเรียนของเยาวชนได้รับการสนับสนุนอย่างกว้างขวาง สถาบันการศึกษาให้คำมั่นจะไม่เอาเรื่องเด็กที่โดดเรียน และสหภาพครูใหญ่สุดของฮ่องกงได้ออกหนังสือเวียนประกาศว่า อย่าให้ลูกศิษย์เหล่านั้นต้องสู้อย่างโดดเดี่ยว
                หว่องต้องการปลุกกระแสอารยะขัดขืนในหมู่นักเรียนนักศึกษาเพื่อกดดันจีน ยอมให้ฮ่องกงมีสิทธิเลือกตั้งแบบเสรีและสากล ตามที่จีนเคยสัญญาไว้
                อย่างไรก็ดี แม้ประสบความสำเร็จในการทำให้ทางการฮ่องกงเปลี่ยนใจเรื่องหลักสูตรรักชาติ แต่ครั้งนี้ต่างกันมาก เมื่อสิ่งที่ต้องการเปลี่ยนแปลงคือคำชี้ขาดที่มาจากรัฐบาลกลางในปักกิ่งเมื่อเดือนที่แล้วว่า จีนจะยังคงมีอำนาจในการวางตัวผู้สมัครเป็นผู้ว่าฮ่องกง  มาให้ประชาชนในฮ่องกงเลือกในอีก 3 ปีข้างหน้า โดยที่ประชาชนไม่มีสิทธิเสนอชื่อ  ซึ่งหว่องมองว่าข้อเสนอนี้แย่ยิ่งกว่าระบบปัจจุบัน ที่ผู้ว่าฯมาจากการแต่งตั้งของคณะกรรมการที่ประกอบด้วยบุคคลที่ปักกิ่งวางใจ 1,200 คน หว่องยืนยันว่าพลเมืองทุกคนควรมีสิทธิเสนอชื่อผู้สมัครเป็นผู้นำของตน
                สิ่งที่ทำให้เยาวชนอย่างหว่องรู้สึกวิตกกับอนาคตของฮ่องกง มีตั้งแต่เสรีภาพสื่อตกต่ำ สื่อหลายสำนักหันไปรายงานไปทางเดียวกับจีน จนถึงลัทธิเล่นพรรคเล่นพวก เนื่องจากนักการเมืองที่เป็นมิตรกับปักกิ่งเท่านั้นที่ได้ดิบได้ดี ที่สุด ฮ่องกงก็กำลังกลายเป็นอีกเมืองของจีนที่ไม่มีอะไรแตกต่างภายใต้รัฐบาลกลาง จึงมีเป้าหมายว่า การเลือกตั้งผู้นำของตนเองแบบมีสิทธิมีเสียงอย่างสมบูรณ์เท่านั้น ที่จะเป็นทางออก
                เมื่อมิถุนายน สกอร์ลาริซึ่ม ได้ร่างแผนปฏิรูประบบเลือกตั้งฮ่องกง ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากผู้มีสิทธิออกเสียงเกือบ 1 ใน 3 ผ่านการลงประชามติทั่วเกาะแบบไม่เป็นทางการ
                กรกฎาคม กลุ่มนี้อีกเช่นกันเป็นโต้โผปักหลักนั่งประท้วงครั้งใหญ่ จนได้เสียงเตือนจากรองประธานาธิบดีจีนว่า อย่าคิดก่อกวนเสถียรภาพฮ่องกง
                กลุ่มของเขาซึ่งเวลานี้มีสมาชิกราว 300 คน จึงกลายเป็นหนึ่งในกลุ่มที่เสียงดังที่สุดกลุ่มหนึ่งในด้านการเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตย
                แต่สำหรับจีน  สกอร์ลาริซึ่มคือกลุ่มของพวกสุดโต่งหัวรุนแรง และเมื่อไม่นานมานี้ หนังสือพิมพ์ทางการจีนฉบับหนึ่งยังเปิดโปงความสัมพันธ์โยงนักเคลื่อนไหววัย 17 กับสหรัฐอเมริกา โดยระบุว่า สหรัฐฯเห็นแววของหว่องเมื่อสามปีที่แล้ว จากนั้น ก็อยู่เบื้องหลังปั้นหว่องให้เป็นซูเปอร์สตาร์
                หลักฐานยืนยันคอนเนคชั่นที่ว่านี้ก็คือการที่มีเจ้าหน้าที่กงสุลสหรัฐฯในฮ่องกงพบปะกับหว่องบ่อยๆ และมีชาวอเมริกันแอบบริจาคเงินให้กับเขา โดยมีภาพที่อ้างว่าได้มาจากพลเมืองเน็ต
                นอกจากนี้ ครอบครัวของหว่องยังเคยไปเยือนมาเก๊าเมื่อปี 2554 ตามคำเชิญของหอการค้าอเมริกัน และได้พำนักที่ Venetian Macao ของบริษัท แซนส์ คอร์ป ของสหรัฐฯ
                วอลสตรีท์เจอร์นัล รายงานว่า หอการค้าอเมริกันและสถานกงสุลสหรัฐฯในฮ่องกงไม่แสดงความเห็นต่อรายงานข่าวชิ้นนี้ ขณะที่หว่องยืนยันไม่ได้ถูกสหรัฐฯปั่นหัวและรายงานในสื่อจีนไม่เป็นความจริง
                ชื่อของโจชัว หว่อง อยู่ในสมุดปกน้ำเงินว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติของจีน ซึ่งระบุว่าคนคนนี้เป็นภัยคุกคามต่อเสถียรภาพของพรรคคอมมิวนิสต์ แต่นักเคลื่อนไหววัยรุ่นไม่หวั่นเกรง โดยยกวาทะดังจากหนัง V for Vendetta  ว่า ประชาชนไม่ควรกลัวรัฐบาล รัฐบาลต่างหากที่ควรกลัวประชาชน
                หว่องกล่าวว่า นักเรียนนักศึกษาและเยาวชน มีความสนใจและมีพลังที่เข้ามามีส่วนร่วม พวกเราคาดหวังความเปลี่ยนแปลง และฝันที่จะได้โครงสร้างการเมืองที่ดีกว่าเพื่ออนาคต  และแม้รู้ดีว่าเป้าหมายการต่อสู้ครั้งนี้แตกต่างกันมากกับการสู้เพื่อการเปลี่ยนแปลงหลักสูตร แต่หากเราไม่แสดงออก รัฐบาลจีนก็จะไม่คิดอะไรเลย เราแค่หวังว่าจะสร้างแรงกดดันให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
Credit : http://www.komchadluek.net/

About admin

Leave a Reply

Your email address will not be published.